Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> นิยาย-เรื่องสั้น-บทความ-ความเรียง-เรื่องเล่าทั่วไป >> สังข์ทอง - ประภาส ชลศรานนท์
หน้า: [1]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สังข์ทอง - ประภาส ชลศรานนท์  (อ่าน 7 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กรกช
ที่ปรึกษาเว็บ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:25883
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 68
จำนวนกระทู้: 1923


แม้มิเคยพบหน้า เชื่อเถอะว่า ที่นี่มีรัก


| |
สังข์ทอง - ประภาส ชลศรานนท์
« เมื่อ: วันนี้ เวลา 02:41:41 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: สังข์ทอง - ประภาส ชลศรานนท์




หนึ่งใน“ตัวละครซ้อนท้าย”

…………

สังข์ทอง
นิทานสายจิตวิทยา

ถ้าอ่าน สังข์ทอง ตอนเป็นเด็ก เราจะเห็นนิทานสนุกๆเรื่องหนึ่ง มีเจ้าชาย มีหอยสังข์ มียักษ์ด้วย แน่นอนต้องมีเจ้าหญิงเลือกคู่ แถมมีเจ้าเงาะเต้นแร้งเต้นกา และสุดท้ายก็จบแบบแฮปปีเอนดิ้งตามสูตรนิทาน
แต่ถ้ากลับมาอ่านอีกครั้งตอนเป็นผู้ใหญ่ และบังเอิญผ่านตาหนังสือจิตวิทยามาบ้าง เราอาจเริ่มรู้สึกแปลกๆว่า ตัวละครในเรื่องนี้มีอะไรบางอย่างให้วิเคราะห์เยอะเสียเหลือเกิน
เริ่มตั้งแต่พระเอกของเรื่อง "พระสังข์"  ตอนเขายังเป็นเด็ก เด็กน้อยพระเอกของเรื่องไม่ยอมออกจากหอยสังข์ให้ใครเห็น แม้แต่แม่ก็ไม่เคยได้เห็นหน้าชัดๆ เวลาจะออกมาเล่น เขาต้องแน่ใจก่อนว่าไม่มีคนอยู่ แล้วจึงค่อยโผล่ออกมาจากเปลือก นี่มันเข้าข่ายคนที่มีบุคลิกอินโทรเวิร์ทเหมือนกันนะ
พอแม่รู้ความจริง จึงแอบรอให้เด็กน้อยออกมา แล้วก็ทุบหอยสังข์ทิ้งเสีย
ถ้าพูดภาษายุคนี้ หอยสังข์ก็คงเป็นคอมฟอร์ทโซนที่สมบูรณ์แบบน่าดู มีทั้งหลังคา มีทั้งผนัง แถมพกติดตัวได้ ที่สำคัญ เวลารำคาญโลกก็หดหัวกลับเข้าไปได้ทันที
คำถามคือ ทำไมเด็กคนหนึ่งถึงอยากหลบโลกขนาดนั้น  ตรงนี้น่าสนใจ
เพราะถ้าย้อนกลับไปก่อนพระสังข์เกิด ชีวิตของเขาก็เริ่มต้นด้วยการถูกปฏิเสธเสียแล้ว นิทานพื้นบ้านเรื่องนี้เล่าว่า แม่ของพระสังข์ถูกขับออกจากเมืองระหว่างตั้งครรภ์ เธอถูกใส่ร้ายและมองว่าการตั้งครรภ์นั้นเป็นลางอัปมงคล พระสังข์จึงลืมตาดูโลกโดยไม่มีพ่ออยู่ข้าง ๆ
และถูกขับออกจากบ้าน ก่อนจะรู้ด้วยซ้ำว่าคำว่า ‘บ้าน’ คืออะไร
หากจะอ่านเรื่องนี้ในทางจิตวิทยา เราอาจไม่จำเป็นต้องรีบวินิจฉัยว่าเด็กคนนี้เป็นอะไร เพียงแค่ลองคิดว่า เด็กที่เกิดมาในโลกซึ่งบอกเขาตั้งแต่แรกว่า
“เธอไม่เป็นที่ต้องการ”
แล้วเขาจะเรียนรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับโลกใบนี้ บางทีเขาอาจเรียนรู้ว่า ถ้าไม่ออกไปจากคอมฟอร์ทโซน โลกก็ทำร้ายเราไม่ได้ หอยสังข์จึงอาจไม่ใช่บ้านเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ ‘เกราะ’ เป็นพื้นที่ที่เขาควบคุมได้ ซึ่งในชีวิตภายนอกเกราะแทบไม่มีอะไรอยู่ในความควบคุมของเขาเลย
แม่จึงเป็นคนแรกที่ทำลายเกราะนั้น ด้วยการทุบหอยสังข์ทิ้ง ฟังดูอาจจะโหดไปสักนิดหนึ่ง แต่ในอีกความหมายหนึ่ง แม่คงกำลังบอกลูกว่า “ถึงเวลาออกมาอยู่ในโลกจริงแล้วลูก”
และชีวิตข้างนอกก็พิสูจน์อย่างชัดเจนเสียด้วยว่า พระสังข์คิดไม่ผิดนักที่เคยอยากซ่อนตัว เพราะอีกไม่นานเขาก็เจออุปสรรคจนพลัดไปอยู่กับนางพันธุรัต นางยักษ์ที่รักพระสังข์จนน่าตกใจ
เป็นรักแบบที่คนหนึ่งจะรักอีกคนหนึ่งอย่างมากที่สุดแล้ว นางดูแลพระสังข์อย่างดีเลิศ ริ้นไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม ประเคนทุกอย่างที่พระสังข์อยากได้
ยกเว้นอย่างเดียว ‘อิสรภาพ’
ถ้ายืมคำจากจิตวิทยาเชิงวิเคราะห์มาใช้ นางพันธุรัตมีลักษณะใกล้กับภาพของ Devouring Mother หรือแม่ผู้กลืนกิน คนที่เป็นแม่ลักษณะนี้ไม่ใช่เขาไม่รักลูก ตรงกันข้าม นี่คือแม่ที่รักมากเสียจนไม่ยอมให้ลูกเป็นอย่างอื่น นอกจากเป็น ‘ลูกของฉัน’ เท่านั้น รักจนไม่อยากให้ลูกโต ไม่อยากให้จากไปไหน และรักจนเปลี่ยนจากการ ‘ปกป้อง’ กลายเป็นการ ‘ครอบครอง’
แม่หลายคนอ่านถึงตรงนี้อาจสะดุ้งเบา ๆ รักกับครอบครอง บางครั้งหน้าตาคล้ายกันมาก ต่างกันตรงที่ ความรักคือการอยากเห็นอีกฝ่ายเติบโต แต่การครอบครองคือการอยากเห็นอีกฝ่ายอยู่ที่เดิม
พระสังข์จึงต้องหนีอีกครั้ง และแล้วคราวนี้เขาจึงสร้าง‘หอยสังข์’ ขอนใหม่ขึ้นมาด้วยตัวเอง มันไม่ได้ทำจากเปลือก แต่มันคือ 'รูปเงาะ'
จากที่เคยใช้ เกราะ มาคราวนี้เขาใช้ สูท ตรงนี้ผมว่าเรื่องสังข์ทองสนุกมากในเชิงอธิบายด้วยจิตวิทยา เพราะพระสังข์ไม่ได้ถูกสาปให้เป็นเจ้าเงาะ แต่เขาเลือกสวมมันเอง เขาเลือกหน้าตาแบบที่น่าเกลียดที่สุด แล้วก็เลือกทำตัวบ้า ๆ บอ ๆ เต้นแร้งเต้นกาเอะอะมะเทิ่ง เลือกที่จะไม่พูดให้คนฟังรู้เรื่อง เพื่อให้คนอื่นคิดว่าตัวเองไม่มีค่า ทั้งที่ตัวจริงข้างในคือเจ้าชายหนุ่มผู้สง่างาม
คาร์ล ยุง (Carl Jung) นักจิตวิทยาผู้พูดเรื่องจิตไร้สำนึก เขาคิดคำนี้ขึ้นมาอธิบายว่า Persona หมายถึง หน้ากากหรือใบหน้าที่มนุษย์ใช้แสดงต่อสังคม
เราทุกคนมี Persona ชายคนหนึ่งอาจเป็นผู้บริหารในที่ทำงาน แต่เขาจะกลายเป็นพ่อเมื่อกลับบ้าน และกลายเป็นเด็กเมื่อกลับไปหาแม่ ที่น่าเอ็นดูที่สุดคือ เขาจะกลายเป็นคนตลกเมื่ออยู่กับเพื่อน ๆ
ทั้งหมดคือคนเดียวกัน
แต่พระสังข์ไม่ธรรมดา เขาเล่นกับคำว่า Persona แบบกลับหัว คนทั่วไปมักสร้างหน้ากากให้ดู ดีกว่า ตัวเอง แต่พระสังข์สร้างหน้ากากให้ดู แย่กว่า ตัวเอง ผมขอเรียกเล่น ๆว่า Reverse Persona หน้ากากที่ไม่ได้ใช้เพื่อโอ้อวด แต่ใช้เพื่อซ่อน คุณค่าของตัวเอง
ทำไมต้องทำแบบนั้น บางทีคำตอบอาจง่ายกว่าที่คิด คนที่เคยถูกปฏิเสธมาก่อน อาจเรียนรู้วิธีป้องกันตัวอย่างหนึ่งว่า “ถ้าจะถูกเกลียดก็ให้เขาเกลียดสิ่งที่ไม่ใช่ตัวจริงของเราก็แล้วกัน”
ถ้าทุกคนหัวเราะเจ้าเงาะ คนที่ถูกหัวเราะคือเจ้าเงาะ ไม่ใช่พระสังข์ ตัวจริงจึงยังปลอดภัยอยู่ข้างใน และนี่จึงหมายความว่า พระสังข์ยังคงเหมือนเด็กคนเดิมที่เคยซ่อนอยู่ในเปลือกหอย ต่างกันเพียงว่า ตอนนี้เปลือกหอยเดินได้และน่าเกลียดกว่าเดิม
มนุษย์เราในสังคมจริง ๆ ก็ทำเช่นนี้เหมือนกัน บางคนซ่อนความกลัวไว้ใต้ความตลก บางคนซ่อนความไม่มั่นใจไว้ใต้ความเย่อหยิ่ง และเราคงเคยเห็นคนบางคนทำเป็นไม่สนใจใคร เพราะพวกเขากลัวเหลือเกินว่า ถ้าเขาสนใจคนอื่นก่อน แล้วเขาจะถูกปฏิเสธ
ผมเคยเห็นคนที่ทำตัวเก่งตลอดเวลา เพราะไม่อยากให้ใครเห็นว่าข้างในของเขากำลังหวาดหวั่น คนแบบนี้มีไม่น้อยในสังคมเมือง
สิ่งนี้อธิบายได้ว่า เพราะรูปเงาะของคนเราไม่เหมือนกัน แต่ทำหน้าที่คล้ายกัน นั่นคือมันมีไว้เพื่อบอกโลกว่า “เห็นฉันได้แค่นี้พอ ส่วนข้างในอย่าเพิ่งเข้ามา”
แล้วในที่สุด คนที่เข้ามาถึงข้างในพระสังข์ได้ก็คือ รจนา
ในตอนเลือกคู่ ท้าวสามลจัดให้ลูกสาวทั้งเจ็ดเลือกชายที่ตนพอใจ ลูกสาวหกคนเลือกชายหนุ่มที่ดูเหมาะสม แต่นางรจนากลับเลือกเจ้าเงาะ ชายหน้าตาน่าเกลียด ท่าทางพิลึกพิลั่น และในสายตาทุกคนก็เห็นว่าคนป่าบ้าใบ้คนนี้แทบไม่มีคุณสมบัติอะไรให้น่าเลือกเลย
ถ้ามองด้วยสายตาของนิทาน นางรจนาคง เห็นรูปทองที่ซ่อนอยู่ หรืออาจเล่าว่านี่คือฤทธิ์จากพระอินทร์ที่ทำให้นางเอกของเราเห็นรูปข้างใน
แต่ถ้ามองทางจิตวิทยา สิ่งที่สวยงามกว่าอาจไม่ใช่เรื่องว่าเธอมีญาณวิเศษอะไร แต่มันคือความคิดว่า มนุษย์คนหนึ่งสามารถมองอีกคนหนึ่งลึก กว่าสิ่งที่เขาแสดงออกมาได้ คนโบราณอาจเรียกว่า ‘ตาใจ’ ซึ่งผมชอบคำนี้มากกว่า Emotional Intelligence เสียอีก เพราะมันไม่ได้แปลว่าเธอฉลาดเรื่องอารมณ์เท่านั้น แต่มันหมายถึงการที่เธอมองเห็น สิ่งที่สายตาธรรมดาไม่เห็น เหมือนที่วรรณกรรมฝรั่งเศสเรื่องเจ้าชายน้อย เคยบอกทุกคนว่า “สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา”
ทุกคนเห็นเจ้าเงาะ แต่ผู้หญิงคนนี้เห็นพระสังข์
นี่อาจเป็นสิ่งที่คนซึ่งซ่อนตัวมาตลอดชีวิตต้องการมากที่สุด ไม่ใช่คนที่บังคับให้เขาถอดหน้ากากออก หรือให้เขาสลัด Persona ทิ้งไป แต่เป็นคนที่บอกว่า “ไม่เป็นไร ฉันรู้ว่าข้างในนั้นมีใครอยู่”
ความสัมพันธ์ของพระสังข์กับรจนานั้นน่าสนใจตรงนี้
พระสังข์ไม่ได้เปิดเผยตัวเองให้โลกเห็นทันที เขาค่อย ๆ ให้รจนาเห็นในเวลาที่อยู่กันสองคน อยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย ในวันที่เขารู้ว่า คนตรงหน้าจะไม่เอาตัวจริงของเขาไปทำร้ายนี่คือธรรมชาติของความไว้ใจ
ความไว้ใจไม่ได้เกิดขึ้นในนาทีเดียว แต่มันเกิดจากการเปิดประตูทีละนิด เปิดแล้วดูว่าอีกฝ่ายทำอะไรกับสิ่งที่เราเปิดให้เห็น ถ้าเขารักษามันไว้ได้ดี เราก็เปิดอีกนิด จนวันหนึ่งก็ไม่จำเป็นต้องมีประตูอีกต่อไป
ในทางตรงกันข้าม ท้าวสามล เสด็จพ่อของรจนากลับเป็นโลกอีกแบบหนึ่ง โลกที่ตัดสินคนจากสิ่งที่มองเห็น ถ้าหน้าตาดี ถ้าฐานะดี หรือถ้าชาติกำเนิดดี “ฉันยอมรับ” แต่ถ้าน่าเกลียดถ้ายากจน หรือถ้าดูแล้วไม่มีอนาคตเลย “ฉันจะผลักออกไป”
ท้าวสามลจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงสัญลักษณ์ของพ่อตาใจร้าย แต่เขาเป็นตัวแทนของสังคมที่เชื่อว่า “สิ่งที่เห็น
คือสิ่งที่เป็น“ จนเมื่อความจริงเปิดเผยว่าเจ้าเงาะเป็นเจ้าชาย ดูเหมือนตอนจบที่มีความสุข แต่ถ้าคิดแบบขม ๆ สักนิด นี่คือสังคมที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย กี่ร้อยกี่พันปีก็เป็นอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นโลกนิทานหรือโลกจริง มันเพียงเป็นแค่บทพูดสั้น ๆ เหมือนในละครน้ำเน่าที่ว่า “นี่ไง ที่แท้ก็เป็นเจ้าชาย” เท่านั้นเอง
แล้วถ้าพระสังข์ไม่ได้มีรูปทองอยู่ข้างในล่ะหรือถ้าเจ้าเงาะเป็นเจ้าเงาะจริง ๆ ล่ะ ท้าวสามลจะรักหรือไม่
ผมว่าเรารู้คำตอบอยู่แล้ว และนี่คือสิ่งทำให้นางรจนากลายเป็นคนสำคัญที่สุดในเรื่อง เพราะเธอเป็นคนเดียวที่เลือกก่อนโลกจะรู้ความจริง ในขณะที่คนอื่นรักพระสังข์เมื่อรู้ว่าเป็นเจ้าชาย แต่รจนารักเขาในวันที่ทุกคนยังเห็นเพียงเจ้าเงาะ
ความแตกต่างระหว่าง การรัก “สิ่งที่คนคนหนึ่งเป็น” กับการรัก “สิ่งที่คนคนหนึ่งมี” แสดงอยู่ในวรรณกรรมเรื่องนีอย่างงดงาม
เมื่อมองย้อนกลับไปทั้งเรื่อง เราจึงพบว่าชีวิตของพระสังข์เต็มไปด้วยสิ่งห่อหุ้ม ตอนเด็กเขามีหอยสังข์ ตอนโตเขามีรูปเงาะ เปลือกชั้นแรกถูกแม่ทุบ เปลือกชั้นที่สอง พระสังข์ต้องค่อย ๆ ถอดเอง
เราทุกคนอาจมีหอยสังข์อยู่คนละขอน และมีรูปเงาะอยู่คนละชุด
บางคนใช้ความเก่ง
บางคนใช้ความตลก
บางคนใช้ความเย็นชา
บางคนใช้ตำแหน่ง
บางคนใช้ความมั่นใจที่สร้างขึ้นมา
ทั้งหมดก็เพื่อซ่อนสิ่งเดียวกัน สิ่งนั้นคือส่วนที่เราไม่อยากให้ใครทำร้าย
สังข์ทอง จึงอาจไม่ใช่เพียงนิทานเรื่องเจ้าชายผู้ซ่อนรูปแต่มันคือเรื่องของมนุษย์คนหนึ่งซึ่งถูกโลกปฏิเสธหลายครั้ง  จนต้องสร้างเปลือกขึ้นมาปกป้องตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และวันหนึ่ง เขาได้พบกับคนคนหนึ่งที่ไม่ได้พยายามทุบเปลือกนั้น เพียงแต่นั่งอยู่ข้าง ๆ จนเขากล้าถอดมันออกมาเอง และกลายเป็นตัวเองจริง ๆ อีกครั้ง
บางทีคนที่รักเราจริงที่สุด อาจไม่ใช่คนที่พร่ำพูดว่า “ฉันรักตัวจริงของเธอนะ” แต่เขาต้องเป็นคนที่ทำให้เรากล้าพอ ที่จะมีตัวจริงให้เขาเห็น
และรจนาทำอย่างนั้นจริง ๆ ด้วยมาลัยที่เสี่ยงไปพวงนั้น
……
(หมายเหตุจากสำนักพิมพ์อิ่มคำ—หนังสือ“ตัวละครซ้อนท้ายเป็นซีรีย์เกี่ยวกับตัวละครอันหลากหลายที่เขียนวิเคราะห์และหยอกเอินโดย ประภาส ชลศรานนท์ ท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปสั่งพรีออเดอร์ได้แล้วพร้อมของแถมพิเศษที่เพจสำนักพิมพ์อิ่มคำ https://www.facebook.com/imkhampublishing?)

ขอบคุณบทความจากเฟสบุ๊ค ประภาส ชลศรานนท์
บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "กรกช"
..

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.433 วินาที กับ 20 คำสั่ง
กำลังโหลด...