Username:
Password:
บ้านกลอนน้อยฯ
ช่วยเหลือ
ค้นหา
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล
>>
คำประพันธ์ แยกตามประเภท
>>
นิยาย-เรื่องสั้น-บทความ-ความเรียง-เรื่องเล่าทั่วไป
>>
ผู้ขโมยกลิ่น
หน้า: [
1
]
ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน
หัวข้อ: ผู้ขโมยกลิ่น (อ่าน 5 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กรกช
ที่ปรึกษาเว็บ
จำนวนผู้เยี่ยมชม:
25787
ออฟไลน์
ID Number: 68
จำนวนกระทู้: 1914
แม้มิเคยพบหน้า เชื่อเถอะว่า ที่นี่มีรัก
|
|
ผู้ขโมยกลิ่น
«
เมื่อ:
เมื่อวานนี้
เวลา 11:51:05 PM »
บ้านกลอนน้อยฯ
Permalink:
ผู้ขโมยกลิ่น
ครั้งหนึ่งในพุทธกาล มีภิกษุรูปหนึ่งลงสรงน้ำในสระบัว ครั้นได้กลิ่นดอกบัวก็สูดดมด้วยความชื่นใจ เทวดาประจำป่าได้ปรากฏกายขึ้นแล้วเตือนว่า การสูดดมกลิ่นที่เจ้าของมิได้ยกให้นี้ ก็เป็นการถือเอาสิ่งที่เขาไม่ได้ให้อย่างหนึ่ง ท่านเป็นดั่ง “ผู้ขโมยกลิ่น”
ภิกษุแย้งว่าตนเพียงดมอยู่ห่างๆ มิได้เด็ดมิได้หัก ในขณะที่คนอื่นถอนรากขุดเหง้าเก็บดอกบัวไปหลับไม่เห็นถูกตักเตือนเลย
เทวดาตอบว่า ผู้ที่เปรอะเปื้อนด้วยกิเลสหนาอยู่แล้วนั้น เปรียบดั่งผ้าเช็ดครัวที่ดำไปทั้งผืน มีรอยเพิ่มอีกย่อมไม่มีใครเห็น จะไปตักเตือนก็เปล่าประโยชน์ แต่ผู้แสวงหาความบริสุทธิ์อยู่เป็นนิจนั้น เปรียบดั่งผ้าขาวสะอาด แม้รอยด่างเพียงเล็กน้อยก็ปรากฏชัด ดังที่ท่านกล่าวว่า "บาปประมาณเท่าปลายขน ย่อมปรากฏประดุจเท่าก้อนเมฆในนภากาศ แก่บุรุษผู้แสวงหาความสะอาดเป็นนิจ"
ภิกษุได้ฟังก็สลดใจ รู้ว่าตนได้ปล่อยใจให้ติดเพลินไปแล้ว ก็มิได้โกรธเคือง กลับน้อมรับคำเตือนด้วยความสำนึกคุณ และขอให้เทวดาช่วยเตือนตนอีกหากเห็นความพลั้งพลาดในวันข้างหน้า
เรื่องเล่านี้ชวนให้ฉุกคิด ภิกษุรูปนั้นมิได้ลักทรัพย์ มิได้เด็ดดอกไม้ มิได้ทำให้สิ่งใดของผู้ใดพร่องหายไปเลยแม้แต่น้อย ท่านเพียงสูดกลิ่นที่ลอยมาตามลม กระนั้นก็ยังถูกเรียกว่าขโมย
เมื่อพูดถึงการไม่ขโมย เรามักนึกถึงเรื่องทรัพย์สิน ไม่หยิบของที่ไม่ใช่ของตน ไม่ลักไม่ฉ้อโกง เพียงเท่านี้ก็ดูเหมือนรักษาศีลข้อนี้ได้ครบถ้วน
แต่ถ้อยคำที่ถูกวางไว้นั้นมิได้บัญญัติเพียงว่า 'อย่าลักทรัพย์' ทว่ากลับใช้คำว่า "อทินนาทานา เวรมณี" การงดเว้นจากการถือเอาสิ่งที่เขาไม่ได้ให้ และคำว่า "สิ่งที่เขาไม่ได้ให้" นี้เองที่เปิดประตูไปสู่ความหมายอันลึกซึ้ง
เพราะสิ่งที่คนเราถือเอาจากกันได้นั้น มีมากกว่าวัตถุที่จับต้องได้ เมื่อพิจารณาดูอย่างไม่รีบร้อน จะเห็นว่าในแต่ละวันเราอาจถือเอาสิ่งที่เขาไม่ได้ให้อยู่เสมอ โดยที่มิได้มีทรัพย์สินใดพร่องหายไปจากผู้ใดเลย
เราถือเอาเวลาของผู้อื่นเมื่อปล่อยให้เขารอคอยโดยไม่จำเป็น เราถือเอาความสงบของคนรอบข้างเมื่อระบายอารมณ์ใส่เขา เราถือเอาความดีความชอบของผู้อื่นเมื่อรับคำชมในสิ่งที่เขาเป็นผู้ทำ เราถือเอาความไว้วางใจเมื่อรับปากแล้วไม่ทำตาม เราถือเอาโอกาสในการเห็นแสงสว่างแห่งปัญญาของผู้อื่นเมื่อชี้นำทางที่ผิด สิ่งเหล่านี้ไร้บทบัญญัติเอาผิด แต่โดยเนื้อแท้แล้ว มันคือการพรากบางสิ่งไปจากชีวิตผู้อื่น โดยที่เขาไม่ยินยอม
และเรื่องกลิ่นบัวยังสะท้อนสัจธรรมที่ละเอียดยิ่งกว่านั้น ว่าการถือเอามิได้เกิดขึ้นกับผู้อื่นเท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับตนเองด้วย
การปล่อยใจให้เพลิดเพลินหลงใหลในรูป รส กลิ่น เสียง แม้เพียงเล็กน้อย ก็คือการเปิดช่องให้ตัณหาเข้ามาริดรอนความสงบไปจากจิตใจ
ภิกษุรูปนั้นถูกเตือนมิใช่เพราะดอกบัวเสียหาย แต่เพราะใจของท่านได้ถูกความเพลินขโมยไป การถือเอาสิ่งที่เขาไม่ได้ให้กับการที่ตัณหาขโมยความบริสุทธิ์ไปจากใจ จึงเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นสองด้านของการล่วงเกินสิ่งซึ่งมิใช่ของตน
เมื่อเพ่งพิจารณาด้วยมุมมองนี้ ศีลทุกข้อที่ดูเหมือนเป็นเรื่องแยกจากกัน กลับค่อยๆ เผยตัวว่ามีรากเหง้าเดียวกันมาแต่แรก
การเบียดเบียนชีวิต เมื่อมองให้ถึงที่สุดก็คือการถือเอาสิ่งที่เขาไม่ได้ให้ เพียงแต่สิ่งที่พรากไปนั้นคือชีวิต อันเป็นสมบัติที่หวงแหนที่สุด และไม่อาจเรียกคืนมาได้
การล่วงละเมิดในกามก็คือการฉกฉวยในกายและความไว้วางใจที่เขามิได้มอบให้ หรือล่วงเข้าไปในความผูกพันที่มิใช่ของเรา เป็นการขโมยในพื้นที่ที่อ่อนไหวที่สุดของหัวใจมนุษย์
การกล่าวเท็จคือการขโมยความจริงไปจากผู้ฟัง เขาควรได้รับรู้โลกตามที่มันเป็น แต่เราฉวยเอาความจริงไปจากเขา แล้วสับเปลี่ยนด้วยความเท็จ
และการปล่อยใจมัวเมาจนขาดสติ ก็เป็นการขโมยที่ล้ำลึกเช่นกัน หากความเพลินในกลิ่นบัวคือการปล่อยให้ตัณหาพรากความสงบไปจากปัจจุบัน การมัวเมาก็คือการให้โมหะปล้นชิง “สติ” เครื่องมือสำคัญที่จะนำทางเข้าสู่ธรรมในวันข้างหน้า เป็นการขโมยหนทางหลุดพ้นไปจากตนเอง
อะไรคือสิ่งที่ร้อยรัดศีลทั้งปวงให้รวมเป็นหนึ่งเดียว?
คำตอบ มิได้อยู่ที่การกระทำภายนอก… หากแต่ฝังลึกอยู่ที่ “เจตนา”
หวนกลับไปที่สระบัวอีกครั้ง เหตุใดเทวดาจึงเตือนภิกษุที่เพียงสูดกลิ่น แต่นิ่งเฉยต่อผู้ที่ถอนรากขุดเหง้า?
คำเฉลยเรื่องผ้าขาวกับผ้าเช็ดครัวนั้นเปิดเผยว่า ใจที่ฝึกจนละเอียดและใฝ่ความบริสุทธิ์เป็นนิจ ย่อมไวต่อการล่วงเกินแม้เพียงน้อยนิด ดุจผ้าขาวที่รอยด่างเท่าปลายขนก็ปรากฏ สิ่งนี้เองคือ “เจตนา”
ท่านกล่าวไว้ว่า “เจตนานั่นแหละคือกรรม” และแก่นแท้ของการรักษาศีล ก็คือเจตนางดเว้น มิใช่เพียงรูปแบบของการไม่กระทำ
ศีลที่งดงามจึงเกิดจากใจที่ไม่ได้เริ่มคิดจะถือเอาตั้งแต่ต้น และเครื่องหมายของใจเช่นนั้นมิใช่การไม่เคยพลั้งพลาด หากแต่คือการยินดีที่ได้เห็นรอยด่างของตนเพื่อแก้ไข ดังภิกษุที่มิได้โกรธเทวดา กลับขอบคุณและขอให้ช่วยเตือนอีก ใจที่เปิดกว้างรักความบริสุทธิ์ยิ่งกว่าทิฐิของตนเช่นนี้เท่านั้น ที่เดินทางไกลสู่จุดหมายได้
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเจตนาที่จะไม่ถือเอาสิ่งที่เขาไม่ได้ให้ตั้งมั่นขึ้นในใจคนผู้หนึ่งอย่างแท้จริง มันจึงมิได้คุ้มครองเพียงทรัพย์สินของผู้อื่น แต่แผ่ปกคลุมไปถึงชีวิตของสรรพสัตว์ ความไว้วางใจระหว่างกัน ความจริงในคำพูด และสติของตนเอง เพราะทั้งหมดล้วนเป็นการแสดงออกของเจตนาเดียวกัน คือเจตนาที่จะไม่ล่วงเกินสิ่งซึ่งมิใช่ของตน
ใจที่ไม่ถือเอาสิ่งที่ไม่ใช่ของตน คือใจที่รู้จักพอ และใจที่รู้จักพอนั่นเอง ที่กล้าให้
การ 'ไม่ถือเอา' เมื่อสุกงอมเต็มที่ในใจ ย่อมแปรเปลี่ยนเป็น 'การให้' อย่างเป็นธรรมชาติ คนเช่นนี้เมื่ออยู่ในบ้าน บ้านก็สงบ อยู่ร่วมกับหมู่คณะ หมู่คณะก็วางใจ เมื่ออยู่ในโลก โลกก็มีสันติเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน
ความขัดแย้งทั้งปวงในโลกนี้ หากสืบสาวลงไปถึงราก ก็มักเริ่มจากการที่ผู้หนึ่งยื่นมือไปแย่งชิงสิ่งที่ผู้อื่นไม่ได้ให้ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ทรัพยากร อำนาจ หรือศักดิ์ศรี
ทว่าแม้เจตนาไม่ถือเอานั้นจะแผ่กว้างจนคุ้มครองได้ทั้งโลก มันก็ยังไปไม่ถึงที่สุด ตราบใดที่ยังเหลือสิ่งหนึ่งซึ่งเรายึดถือไว้เงียบๆ ตลอดชีวิตโดยไม่เคยรู้ว่ากำลังถือเอา นั่นคือกายและใจนี้เอง
เราเรียกมันว่า 'ของเรา' ทั้งที่ไม่มีผู้ใดเคยยกให้ เราเพียงมาอาศัยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อยู่ชั่วคราว แล้วเผลอถือเอาว่าเป็นของเรา ทั้งที่ขันธ์ทั้งห้านี้ โดยเนื้อแท้ก็เป็นเพียงสิ่งที่เขาไม่ได้ให้ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา และไม่เป็นของผู้ใดเลย
เมื่อการไม่ถือเอาเดินทางลึกมาถึงเพียงนี้ คือไม่ถือเอาแม้กระทั่งกายและใจที่ตนอาศัย มันจึงถึงที่สุดแห่งธรรม เพราะไม่เหลือแม้ 'ตัวเรา' ที่จะถือเอา ก็ย่อมไม่มีสิ่งใดให้ล่วงเกินได้อีก นี่คือความน่าอัศจรรย์ของธรรมะ เมื่อเข้าถึงจริง ย่อมโอบคลุมทั้งหมดและเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง
ทั้งหมดนั้นก็เริ่มจากเหตุเดียวกับกลิ่นบัวในเช้าวันนั้น คือใจที่เผลอส่งออกไปโดยไม่ทันรู้ตัว
ภิกษุรูปนั้นยังมีเทวดาเตือน หากเราไม่มีเทวดาเตือน ก็เหลือแต่การพึ่งตนเอง ด้วยการกลับมารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อรู้ว่าเผลอ
และเมื่อการรู้สึกตัวละเอียดถึงที่สุด จนกลายเป็นธรรมชาติ การไม่ถือเอาจะแผ่คลุมทุกสภาวะ ได้กลิ่นบัวก็แค่ปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไป “เช่นนั้นเอง”
ขอเชิญชวนแชร์เป็นธรรมทาน
บันทึกการเข้า
..
สารบัญบทกลอน "กรกช"
..
หน้า: [
1
]
ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
กระโดดไป:
เลือกหัวข้อ:
-----------------------------
บ้านกลอนน้อย ลิตเติลเกิร์ล - มยุรธุชบูรพา
-----------------------------
=> อ่านข้อกำหนด กฎระเบียบต่าง ๆ - สมาชิกใหม่ ทักทาย แนะนำตัวที่นี่
=> ห้องกลอน คุณอภินันท์ นาคเกษม
=> ห้องกลอน คุณคนบอ มือสี่
=> สารบัญกลอน สมาชิกนักกลอน
-----------------------------
ห้องเรียน
-----------------------------
=> ห้องเรียนรู้คำประพันธ์ ประเภทกลอน
=> ห้องเรียนฉันท์
=> ห้องเรียน กลบท
=> ห้องเรียน โคลงกลบท
=> ห้องศึกษา ภาพโคลงกลบท
=> ห้องศึกษา กาพย์ โคลง ร่าย
=> ห้องหนังสือ บ้านกลอนน้อย
=> ห้องฟัง การขับ เสภา และอื่น ๆ
-----------------------------
คำประพันธ์ แยกตามประเภท
-----------------------------
=> กลอน ร้อยกรองหลากลีลา
=> คำประพันธ์เนื่องในโอกาสพิเศษต่าง ๆ
=> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม
=> กลอนเปล่าสบาย ๆ
=> กลอนจากที่อื่น และจากกวีที่ชื่นชอบ
=> โคลง-กาพย์-ฉันท์-ร่าย-ลิลิต
=> กลบท
=> นิยาย-เรื่องสั้น-บทความ-ความเรียง-เรื่องเล่าทั่วไป
=> ห้องนั่งเล่นพักผ่อน
===> เส้นคั่นสวย ๆ
===> รูปภาพน่ารัก
กำลังโหลด...