Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> นิยาย-เรื่องสั้น-บทความ-ความเรียง-เรื่องเล่าทั่วไป >> เป็นไปได้หรือที่ มนุษย์จะตรัสรู้ได้เอง
หน้า: [1]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: เป็นไปได้หรือที่ มนุษย์จะตรัสรู้ได้เอง  (อ่าน 117 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กรกช
ที่ปรึกษาเว็บ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:25783
ออนไลน์ ออนไลน์

ID Number: 68
จำนวนกระทู้: 1913


แม้มิเคยพบหน้า เชื่อเถอะว่า ที่นี่มีรัก


| |
เป็นไปได้หรือที่ มนุษย์จะตรัสรู้ได้เอง
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:46:53 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: เป็นไปได้หรือที่ มนุษย์จะตรัสรู้ได้เอง




ก็เป็นไปแล้วเมื่อ 2,614 ปีก่อน ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 แล้วจากนั้นก็มีผู้รู้แจ้งเห็นตามทยอยเกิดขึ้นตามมา มาตลอดประวัติศาสตร์ตราบจนถึงปัจจุบัน
พระพุทธองค์ตรัสว่า
"ดูก่อนสุภัททะ ตราบใดที่ยังมีผู้ปฏิบัติอริยมรรคจนรู้แจ้งอริยสัจ 4 อยู่ โลกย่อมไม่ว่างเว้นจากพระอริยบุคคลทั้ง 4 ขั้น"
อริยบุคคลทั้ง 4 ขั้นเป็นไฉน?
พระโสดาบัน คือผู้เห็นแจ้งอริยสัจ 4 ครั้งแรก
พระสกทาคามี คือเจริญอริยสัจยิ่งขึ้น
พระอนาคามี คือผู้ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้
พระอรหันต์ คือผู้แทงตลอดอริยสัจ 4 โดยสมบูรณ์
"ดูก่อนสุภัททะ ถ้าภิกษุทั้งหลายอยู่โดยชอบ โลกย่อมไม่ว่างจากพระอรหันต์"
มีเพจมุสลิมเพจหนึ่งได้เผยแพร่บทความซึ่งมีใจความสรุปได้เป็น 5 ประเด็น
#ประเด็นแรก พวกเขาปฏิเสธว่ามนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงสัจธรรมสูงสุดได้ด้วยตนเอง โดยเริ่มจากตั้งข้อสงสัยว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีข้อจำกัดทั้งด้านสมอง ประสาทสัมผัส เวลา และสภาพแวดล้อม ดังนั้นจึงไม่ควรสามารถค้นพบความจริงสูงสุดของจักรวาลได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะผ่านสมาธิหรือการใคร่ครวญก็ตาม
#ประเด็นที่สอง พวกเขาพยายามลดสถานะคำสอนที่เกิดจากมนุษย์ให้เป็นเพียงปรัชญา โดยกล่าวว่า หากคำสอนเกิดจากการคิดของมนุษย์ ก็เป็นเพียงปรัชญา ไม่ใช่สัจธรรมสากล และเพราะเป็นความคิดของมนุษย์ จึงเกิดการตีความ แตกนิกาย และเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา
#ประเด็นที่สาม  พวกเขาเสนอว่าความจริงต้องมาจากภายนอกจักรวาล โดยวางสมมติฐานว่า ถ้าสัจธรรมเป็นสากลจริง จะต้องไม่ได้มาจากมนุษย์ แต่ต้องมาจากผู้สร้างจักรวาล ซึ่งอยู่เหนือข้อจำกัดทั้งปวง
#ประเด็นที่สี พวกเขาเชื่อมสมมติฐานนี้เข้ากับอิสลาม โดยตั้งสมมติฐานว่า สัจธรรมต้องมาจากผู้สร้าง แล้วผู้สร้างนั้นได้ประทานโองการผ่านศาสดามุฮัมมัด ดังนั้นอัลกุรอานจึงเป็นความจริงสมบูรณ์ ไม่ใช่ผลผลิตของความคิดมนุษย์
#ประเด็นสุดท้าย พวกเขาสรุปว่า ระบบของอิสลามน่าเชื่อถือกว่าศาสนาที่อาศัยการตรัสรู้ และจบด้วยการเปรียบเทียบว่า พุทธศาสนาใช้สมองมนุษย์ค้นหาความจริง แต่อิสลามรับคู่มือจากผู้สร้างโดยตรง พร้อมกับตั้งคำถามให้ผู้อ่านเลือกว่าระบบใดสมเหตุสมผลกว่า
สรุปก็คือ พวกเขาชี้ว่ามนุษย์มีข้อจำกัด จึงไม่อาจค้นหาความจริงสูงสุดเองได้ ความจริงต้องมาจากผู้สร้าง และเพราะอัลกุรอานมาจากผู้สร้าง ดังนั้นอิสลามจึงเป็นสัจธรรมที่จริงแท้และน่าเชื่อถือที่สุด
แป๊บนะครับ!!
        •
        •
        •
อ่ะ! ไปกันต่อ
แต่ข้อเท็จจริงทางพุทธธรรมกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะพุทธศาสนาไม่ได้เริ่มต้นจากการอ้างว่ามีพระเจ้าผู้สร้างจักรวาล แล้วให้ทุกคนยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข หากแต่เริ่มต้นจากข้อเท็จจริงที่มนุษย์ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง นั่นคือ "ความทุกข์"
ความทุกข์เป็นสภาวธรรมที่มีอยู่จริง คงไม่มีใครปฏิเสธ มีไหม?
ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากสิ่งหรือบุคคลอันเป็นที่รักที่พอใจ การต้องประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่น่าใคร่น่าปรารถนา ประสงค์สิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น ความผิดหวัง ความกลัว ความโกรธ ความโลภ ความเศร้า ความยึดติด หรือความกระวนกระวาย ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องอาศัยศรัทธาในพระพุทธเจ้า ไม่ต้องอาศัยความเชื่อในคัมภีร์ใด ทุกคนก็สามารถสังเกตเห็นและสัมผัสได้จากประสบการณ์ตรงของตนเอง ไม่มีใครเถียงเนาะ?
พระพุทธองค์ไม่ได้เริ่มต้นจากคำตอบ แต่เริ่มต้นจากการสังเกตความจริงของชีวิตเหล่านี้ พร้อมกับตั้งคำถามว่าเหตุใดมนุษย์จึงทุกข์ เหตุใดทุกข์จึงเกิดขึ้น และมีทางไหมที่ทุกข์จะสงบระงับและดับลงได้
นี่เองเป็นเหตุให้พระองค์ทรงออกค้นหา ทดลอง ปฏิบัติ เพื่อตรวจสอบด้วยพระองค์เองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 6 ปี ผ่านสำนักและอาจารย์ต่างๆมากมายนับไม่ถ้วนเท่าที่มีในยุคนั้น ก่อนจะหันมาค้นหาตามแนวทางของตนจนกระทั่งตรัสรู้ความจริง และสรุปผลออกมาเป็นหลักธรรม หลักธรรมหรือหลักความจริงและหลักปฏิบัติที่มิใช่วจนะซึ่งรับมาจากสิ่งเหนือธรรมชาติที่ไร้ตัวตน
สิ่งที่พระองค์ค้นพบจึงไม่ใช่ความเชื่อ แต่เป็นหลักการที่สามารถนำไปตรวจสอบซ้ำได้ด้วยการปฏิบัติ
ทั้งหมดทั้งมวล จึงสรุปว่า
#หลักการมีอยู่
พระพุทธองค์ทรงแสดง อริยสัจ 4.ปฏิจจสมุปบาท ไตรลักษณ์ และอริยมรรคมีองค์ 8 ไว้อย่างเป็นระบบตลอด 45 ปีแห่งการประกาศพระศาสนา สิ่งเหล่านี้เป็นสัจธรรม หมายความว่าเป็นความจริงที่ไม่มีใครสามารถหาตัวอย่างแม้เพียงตัวอย่างเดียวขึ้นมาหักล้างได้
#ผู้ค้นพบหลักการมีอยู่
พระองค์ไม่ได้ประกาศว่าทรงเป็นผู้รับโองการจากพระเจ้า แต่ประกาศว่าทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ผ่านการสังเกต ตั้งคำถาม ทดลอง และภาวนา จนเห็นความจริงด้วยประสบการณ์ตรง
#ผู้สืบทอดหลักการมีอยู่
ตลอดเวลากว่าสองพันหกร้อยปี มีอริยบุคคลชั้นอรหันต์ อนาคามี สกทาคามี และโสดาบันจำนวนมากที่ดำเนินตามแนวทางเดียวกัน และยืนยันตรงกันว่าวิธีการดังกล่าวสามารถปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าหรือความเชื่อที่เลื่อนลอย
#วิธีปฏิบัติมีอยู่
พระพุทธองค์ไม่ได้บอกเพียงปลายทาง แต่ทรงแสดงวิธีเดินไปถึงปลายทางไว้อย่างละเอียด นั่นคือ อริยมรรคมีองค์ 8
ก็เมื่อหลักการมี ผู้ค้นพบมี ผู้สืบทอดมี และวิธีปฏิบัติล้วนมีอยู่ครบถ้วน การพิสูจน์คำสอนจึงไม่ต่างจากศาสตร์แขนงอื่น คือจำเป็นต้องลงมือปฏิบัติตามวิธีการนั้น อุปมาเหมือนมีคนมาเล่าให้ฟังว่า โลกใต้ทะเล ณ กองปะการังที่เกาะสิมิลันสวยงามอย่างกับป่าหิมพานต์ คำถามคือ ถ้าเราไม่ดำลงไปดูให้เห็นด้วยตาตัวเอง เราจะรับรู้ความรู้สึกของคำว่าอย่างกับป่าหิมพานต์ที่เพื่อนสัมผัสได้ได้อย่างไร? เพราะเพื่อนไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกที่เขารู้สึกนั้นให้เราทราบซึ้งตามได้ เขาทำได้เพียงบอกให้เราไปลองดำชมดู แนะนำให้ไปกับบริษัทนี้ๆ ในช่วงนี้นี้ของปี แล้วจะได้สัมผัสกับความงดงามอย่างที่เขาได้สัมผัสมา
ตัวอย่างนี้พอไหวไหม? คิดตัวอย่างเพื่อจะให้คนเห็นภาพตามเป็นอะไรที่ยากมาก
การรู้แจ้งในความจริงก็เช่นเดียวกัน พุทธศาสนาไม่เคยเรียกร้องให้เชื่อก่อน แต่เสนอวิธีพิสูจน์ไว้อย่างชัดเจน เป็นขั้นเป็นตอน โดยแจกแจงจากเหตุไปผลในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งสามารถย่อเป็น "ไตรสิกขา" คือ ศีล สมาธิ และปัญญา
ศีล ได้แก่
- สัมมาวาจา
- สัมมากัมมันตะ
- สัมมาอาชีวะ
สมาธิ ได้แก่
- สัมมาวายามะ
- สัมมาสติ
- สัมมาสมาธิ
ปัญญา ได้แก่
- สัมมาทิฏฐิ
- สัมมาสังกัปปะ
มรรคทั้งแปดไม่ได้มีไว้เพื่อสวดท่องจำ แต่มีไว้เพื่อกำจัดเครื่องร้อยรัดจิตที่เรียกว่า สังโยชน์ 10 ซึ่งสังโยชน์ 10 นี้เอง ที่เป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้าของการปฏิบัติ ยิ่งสังโยชน์ถูกกำจัดมากเท่าใด บุคคลย่อมก้าวหน้าเป็นอริยบุคคลขึ้นไปตามลำดับ
สังโยชน์ทั้งสิบ ได้แก่
-สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่ามีตัวตนถาวร
-  วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยที่ขัดขวางการเข้าถึงความจริง
- สีลัพพตปรามาส ความยึดมั่นในพิธีกรรมและวัตรปฏิบัติที่ไม่ก่อให้เกิดความหลุดพ้น
 ใครกำจัดเครื่องร้อยรัด 3 ข้อนี้ได้ ย่อมเข้าถึงความเป็นอริยบุคคลชั้นโสดาบัน
- กามราคะ ความกำหนัดในกาม,
- พยาบาท ความขัดเคืองโกรธแค้น
โสดาบันผู้ใดที่กิเลส 2 ข้อนี้เบาบางลง เขาย่อมเคลื่อนไปเป็นอริยบุคคลชั้นสกทาคามี
สกทาคามีผู้ใดละวางกิเลส 2 ตัวนี้ลงได้ เขาย่อมเคลื่อนไปเป็นอริยบุคคลชั้นอนาคามี
- รูปราคะ ความติดใจในรูปภพ
- อรูปราคะ ความติดใจในอรูปภพ
- มานะ ความถือตัวสำคัญตน
- อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านละเอียด
- อวิชชา ความไม่รู้ไปตามความเป็นจริงตามเหตุตามปัจจัย
อนาคามีผู้ใดละวางสังโยชน์เบื้องสูงทั้ง 5 ข้อนี้ลงได้ เขาย่อมเคลื่อนไปเป็นอริยบุคคลชั้นอรหันต์
คำถามคือ แล้วมรรคมีองค์ 8 ซึ่งเป็นทางปฏิบัติเพื่อความดับไม่เหลือของทุกข์มาช่วยดับกิเลสทั้ง 10 เหล่านี้ได้อย่างไร?
#สัมมาทิฏฐิ ทำลายสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส
#สัมมาสังกัปปะ ลดราคะ โทสะ และความเบียดเบียน
#สัมมาวาจา #สัมมากัมมันตะ และ #สัมมาอาชีวะ ทำให้กายวาจาบริสุทธิ์
#สัมมาวายามะ เป็นความเพียรในการละอกุศลและเจริญกุศล
#สัมมาสติ ทำให้เห็นกาย เวทนา จิต และธรรมตามความเป็นจริง
#สัมมาสมาธิ ทำให้จิตตั้งมั่นจนเห็นการเกิดดับของสภาวธรรม
เมื่อปัญญาเกิดขึ้น จิตจะเห็นความจริงตามเหตุปัจจัย
เมื่อสังโยชน์ซึ่งเป็นกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตทั้ง 10 สิ้นลง จิตย่อมเป็นอิสระจากโลภะ โทสะ และโมหะ สามารถใช้ชีวิตอยู่ในท่ามกลางกองทุกข์ได้โดยที่ใจไม่เป็นทุกข์ สภาวะนี้เองที่เรียกว่า "นิพพาน"
ดังนั้น หากถามว่านิพพานมีอยู่จริงหรือไม่ ก็ลองถามตัวเองว่า ถ้าความทุกข์มี แล้วความสิ้นทุกข์ไม่มี แปลว่าจิตของมนุษย์จมอยู่ในความทุกข์อยู่ตลอดเวลาใช่หรือไม่? ไม่ใช่
เมื่อคำตอบคือไม่ใช่ ความมีแห่งความสิ้นทุกข์ย่อมอยู่ในฐานะที่เป็นไปได้ ซึ่งยืนยันโดยพระพุทธองค์และเหล่าอริยบุคคลเรื่อยมาตลอดประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา โดยทุกคนสามารถพิสูจน์เท็จได้ด้วยการลงมือปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ที่ถ้าปฏิบัติตามแล้วทุกข์ไม่สงบระงับลง นั่นแหละ พระพุทธองค์สอนผิด
ดังนั้น ผู้ที่ยังไม่เดินตามมรรค ย่อมไม่ต่างจากคนที่เอาแต่ยืนอยู่ฟังบนฝั่ง แล้วถามว่าสวยอย่างกับป่าหิมพานต์จริงดิ โดยไม่ยอมดำลงไปดูให้เห็นด้วยตาของตนเอง
ไม่มีใครสามารถยกสภาวะที่จิตเป็นอิสระจากกิเลสมาแสดงให้ใครดูได้เหมือนวัตถุทางกายภาพ เพราะสภาวธรรมเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้เฉพาะตนด้วยการปฏิบัติ เราไม่อาจรู้สึกเจ็บแทนใครได้ เราไม่อาจรู้สึกเงี่ยนแทนใครได้ ฉันใดฉันนั้นเหมือนกัน
ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมายืนยันว่า มีมนุษย์ตรัสรู้ความจริงของชีวิตได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาการมีอยู่ของพระเจ้า องค์ความรู้เหล่านั้นถูกถ่ายทอดมาแล้วกว่า 2,614 ปี มีประจักษ์พยานที่รู้แจ้งเห็นตามยืนยันมาตลอดประวัติศาสตร์ มีวิธีปฏิบัติที่เป็นขั้นตอนและเป็นรูปธรรมผ่านโครงสร้างของเหตุผลที่มีความชัดเจน และใครก็สามารถพิสูจน์เท็จได้ผ่านการลงมือปฏิบัติเพื่อให้เห็นประจักษ์แจ้งด้วยตัวเอง
คำถามคือ กล้าไหม?
หรือปอดแหก? ที่ท้าพิสูจน์ แต่ไม่กล้าที่จะพิสูจน์
ตานี้ ย้อนกลับไปพิจารณาแนวคิดของเทวนิยมจะพบว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การไม่เชื่อนิพพานเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การที่พวกเขาเองยังไม่สามารถก้าวข้ามสังโยชน์หรือกิเลสข้อแรกไปได้เลย
"สักกายทิฏฐิ" คือความเห็นว่ามีตัวตนอันเที่ยงแท้ มีภาวะอันเที่ยงแท้ หรือมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดดำรงอยู่อย่างถาวรโดยไม่อยู่ภายใต้เหตุปัจจัย
แนวคิดเรื่องพระเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่ตลอดกาล ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง ล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ามีภาวะถาวรบางอย่างดำรงอยู่เหนือกฎแห่งเหตุปัจจัย ในขณะที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น ย่อมอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น และเมื่อเหตุปัจจัยเปลี่ยน สิ่งนั้นย่อมแปรเปลี่ยนและดับไป เมื่อบุคคลเห็นความจริงข้อนี้ ความเห็นว่ามีตัวตนถาวรย่อมถูกทำลาย
ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงวางสัมมาทิฏฐิไว้เป็นองค์แรกของมรรค เพราะหากความเห็นยังผิด แม้จะมีศรัทธา มีสมาธิ หรือมีความเพียรเพียงใด ก็ยังเดินผิดทิศอยู่ดี เพราะผู้ที่ยังยึดมั่นว่ามีตัวตนถาวร มีวิญญาณถาวร หรือมีผู้สร้างถาวร ย่อมยังไม่สามารถก้าวข้ามสักกายทิฏฐิไปได้
เมื่อสักกายทิฏฐิยังไม่ดับ วิจิกิจฉาและสีลัพพตปรามาสก็ยังไม่ดับ
เมื่อสังโยชน์สามข้อแรกยังไม่ถูกละ ก็ยังไม่อาจเป็นโสดาบัน
เมื่อยังไม่เป็นโสดาบัน ก็ได้ชื่อว่ายังไม่ได้เข้าสู่กระแสแห่งพระนิพพานเลยด้วยซ้ำ ซึ่งเมื่อยังไม่เข้าสู่กระแสแห่งพระนิพพาน ก็ย่อมไม่มีทางเห็นพระนิพพาน กรงไปกรงมาตามหลักเหตุผล มันไม่ใช่เพราะพระนิพพานไม่มีอยู่ แต่เป็นเพราะเทวนิยมยังไม่ยอมก้าวเดินเข้ามายืนบนเส้นทางที่นำไปสู่การเห็นต่างหาก
สิ่งที่ทำให้พุทธศาสนาต่างกับเทวนิยมจึงอยู่ที่ "การพิสูจน์ผ่านการลงมือปฏิบัติ" ต้องเข้าใจก่อนว่า พุทธศาสนาไม่ใช่ความเชื่อที่อาศัยศรัทธาอันมืดบอด แต่เป็นศาสนาที่ต้องลงมือปฏิบัติด้วยความเพียรของตนเพียงเท่านั้น โดยพุทธศาสนาเสนอวิธีปฏิบัติที่สามารถตรวจสอบผลได้จริง มีลำดับขั้น มีเครื่องชี้วัดความก้าวหน้า แต่ปัญหาคือ คนท้าพิสูจน์ ไม่ยอมก้าวเข้ามาพิสูจน์
นี่!! ปัญหามันอยู่ตรงนี้ ไม่รู้ป๊อดอะไร
หรือกลัวจะเห็นความจริงอะไร??
ในขณะที่เทวนิยมเองเสนอความเชื่อเรื่องพระเจ้า เรื่องสวรรค์ และเรื่องนรก แต่กลับไม่มีวิธีตรวจสอบหรือพิสูจน์เชิงประจักษ์แบบที่พุทธศาสนามี ถามวิธีการก็ตอบไม่ได้ อ้างแต่ตรรกะและอุปมากลับพาไปที่ช่องว่างของความไม่รู้ที่อยู่ไกลโพ้น ในขณะที่ปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็สะท้อนอย่างชัดเจนว่าเกิดขึ้นตามกระบวนการของเหตุปัจจัย โดยที่ไม่จำเป็นต้องอ้างถึงผู้สร้างผู้บันดาลว่าอยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนให้ปรากฏการณ์นั้นๆดำเนินไป ซึ่งสะท้อนอย่างชัดเจนว่า พระเจ้าเป็นตัวแปรส่วนเกิน เทวนิยมสมมุติพระเจ้าขึ้นมาครอบธรรมชาติ ทั้งที่ธรรมชาติอธิบายตัวมันเองอยู่ตลอดเวลาผ่านกลไกที่สรรพสิ่งมาสัมพันธ์กันโดยความเป็นเหตุเป็นปัจจัย โดยที่ไม่ต้องอาศัยใครหรืออะไรมาขับเคลื่อนมัน
ที่น่าแปลกคือ คนที่อ้างการมีอยู่ของพระเจ้า ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าเลย เป็นแต่เพียงการเชื่อตามๆกันมาตามที่ได้รับการสอนและปลูกฝัง ผมจึงถามอยู่เป็นประจำว่า
- คุณรู้จักพระเจ้าตอนอายุเท่าไหร่?
- และใครเป็นคนแนะนำให้รู้จัก?
ในขณะที่ธรรมชาติแสดงการมีอยู่ของมันให้ทุกคนได้ประจักษ์แจ้งด้วยตัวเองอยู่ในทุกเวลาและวินาที
ในขณะเดียวกัน เรื่องการมีอยู่ของนรกและสวรรค์ ข้อเท็จจริงคือ คนที่ตายไปแล้วไม่เคยกลับมาบอก คนที่พร่ำบอกอยู่ก็ยังไม่เคยตาย เป็นแต่เพียงการจำสิ่งที่คนอื่นสอนและปลูกฝังมามาเล่าต่อเพียงเท่านั้น
ทั้งหมดทั้งมวลสรุปว่า ความทุกข์เป็นสภาวะธรรมที่มีอยู่จริง ความทุกข์มีกิเลสเป็นเหตุ เมื่อกิเลสซึ่งเป็นเหตุถูกทำให้หมดไป ความทุกข์ซึ่งเป็นผลย่อมต้องดับตาม นี่คือกฎธรรมชาติ กิเลสจะหมดไปได้ก็ด้วยหลักปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งกิเลส คือมรรคมีองค์ 8  ซึ่งเป็นทั้งวิธีปฏิบัติเพื่อความดับไม่เหลือของทุกข์ และยังเป็น"วิธีพิสูจน์" ว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นเป็นความจริงหรือไม่ โดยมีตัวชี้วัดความก้าวหน้าของการปฏิบัติคือสังโยชน์ 10
ในขณะที่เรื่องพระเจ้าและโลกหลังความตายเป็นเพียง "สิ่งที่ต้องเชื่อ" แต่ "ปราศจากซึ่งวิธีการพิสูจน์"
การที่ต้องยอมเชื่อแม้สิ่งนั้นจะไร้หลักฐานมากเพียงใดก็ตาม ในภาษาฝรั่งเรียกว่า "blind faith" ศรัทธาอันมืดบอด

หมายเหตุ : คัดลอกมาจากเฟสบุ๊ค แต่หน้าเวปรีเฟรช เลยไม่ได้ลงเครดิตให้เจ้าของบทความ ขออภัยเจ้าของบทความด้วยครับ



รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), Black Sword

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "กรกช"
..

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.431 วินาที กับ 26 คำสั่ง
กำลังโหลด...