Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> นิยาย-เรื่องสั้น-บทความ-ความเรียง-เรื่องเล่าทั่วไป >> ความหวังคือยาชา
หน้า: [1]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ความหวังคือยาชา  (อ่าน 28 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กรกช
ที่ปรึกษาเว็บ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:25635
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 68
จำนวนกระทู้: 1900


แม้มิเคยพบหน้า เชื่อเถอะว่า ที่นี่มีรัก


| |
ความหวังคือยาชา
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 12:37:57 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: ความหวังคือยาชา





มีประโยคหนึ่งที่ผมอ่านแล้วถึงกับต้องตั้งคำถามกับความเชื่อและสิ่งที่กำลังทำอยู่ในชีวิตอีกครั้ง
.
"Hope is an opiate, not a plan."
ความหวังคือยาชา ไม่ใช่แผนการ
.
Jonathan Goodman เขียนประโยคนี้ไว้ในหนังสือ Unhinged Habits ของเขา และมันไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อพูดถึงคนที่ทำเรื่องผิดพลาดหรือล้มเหลว แต่เขากำลังพูดถึงคนที่กำลัง "ทำถูกทุกอย่าง" ต่างหาก
.
พูดถึงคนที่ตื่นเช้า ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ทำงานตรงเวลา สะสมนิสัยดี ๆ ทีละนิด แล้วคอยบอกตัวเองว่า "ทำไปเรื่อย ๆ เถอะ แล้วสักวันมันจะดีเอง"
.
ฟังดูเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ? ก้มหน้าก้มตาทำ เดี๋ยววันหนึ่งดอกผลจะตามมาเอง
.
แต่ Goodman บอกว่ามันคือ Blind Faith หรือ "ความเชื่อแบบหลับหูหลับตา" ครับ (เชี้ยละ...)
.
ผมเข้าใจเลยว่าทำไมประโยคนี้ถึงฟังแล้วชวนให้อึดอัดใจ นั่นก็เพราะวัฒนธรรมการพัฒนาตัวเอง (Self-help) ที่เราเติบโตมาด้วยนั้น สอนให้เราเชื่อมั่นในพลังของการสะสม แนวคิดที่ว่า "แค่ดีขึ้น 1% ทุกวัน แล้วปลายปีคุณจะดีขึ้นถึง 37 เท่า" เป็นประโยคที่โด่งดังมาก กราฟของมันสวยงาม และในแง่ของคณิตศาสตร์มันก็ถูกต้องแบบไร้ข้อกังขา
.
แต่ Goodman ตั้งคำถามกลับมาว่า “แล้วเราดีขึ้นในเรื่องอะไรล่ะ?” (นั่นไง!)
.
เขาพูดตรง ๆ ว่าในทางคณิตศาสตร์ แนวคิดเรื่องการพัฒนาทีละนิดมันสมเหตุสมผล กราฟมันพุ่งขึ้นจริง แต่ชีวิตคนเราไม่ใช่คณิตศาสตร์ สมองเราไม่ใช่เครื่องคิดเลข
.
แต่ที่สำคัญที่สุดเลยคือ เราไม่สามารถ "ดีขึ้นอีกนิดหนึ่ง" ทุกวันได้โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังดีขึ้นในมิติไหน
.
เราจะดีขึ้นทุกเรื่องพร้อมกันเลยหรือ? หรือจะดีขึ้นทีละเรื่อง? แล้วถ้าเลือกทำทีละเรื่อง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องที่เลือกนั้นมันยังใช่สำหรับเราอยู่?
.
และประเด็นคือเราจะต้องใช้ชีวิตด้วยศรัทธาแบบไม่ตั้งคำถามไปอีกนานแค่ไหน ก่อนที่ "กราฟในจินตนาการ" เส้นนั้นจะตัดสินใจพุ่งขึ้นเสียที?
.
ตรงนี้แหละครับที่ความหวังกลายสภาพเป็น "ยาชา"
.
เพราะมันทำให้เราสบายใจ โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ว่า สิ่งที่เราทำซ้ำอยู่ทุกวัน อาจไม่ใช่สิ่งที่ควรทำตั้งแต่แรก
.
ผมเองก็เคยอยู่ในจุดนั้น (และต้องคอยถามตัวเองบ่อยๆ เพื่อกระตุกตัวเอง) และผมเชื่อว่าหลายคนก็คงเคย
.
เรายังคงสม่ำเสมอกับงานที่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอะไรอีกต่อไปแล้ว สม่ำเสมอกับความสัมพันธ์ที่เราไม่ได้คิดจะลงแรงรดน้ำพรวนดินจริงๆ สม่ำเสมอกับกิจวัตรที่เราทำเพียงเพราะคำว่า "มันเป็นสิ่งที่ควรทำ" ไม่ใช่เพราะมันยังเชื่อมโยงกับตัวตนของเราอยู่
.
แล้วเราก็หลอกตัวเองซ้ำๆ ว่า "อย่าหยุดนะ ทำต่อไป สักวันมันจะเห็นผล"
.
Goodman บอกว่านี่คือผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราสูญเสีย "ฤดูกาล" ในชีวิตไป
.
เขาอธิบายว่าก่อนที่โลกนี้จะมีนาฬิกาและหลอดไฟ มนุษย์เราใช้ชีวิตเป็นจังหวะ มีช่วงที่ต้องลงมือทำ มีช่วงที่ต้องหยุด และมีช่วงที่ธรรมชาติบังคับให้เราต้องหยุดนิ่งเพื่อมองดูรอบตัว แต่เทคโนโลยีได้ลบฤดูกาลเหล่านั้นออกไป เราสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ทุกสัปดาห์ โดยไม่มีจุดหยุดพัก หรือจุดตั้งหลักที่ธรรมชาติกำหนดไว้อีกต่อไป
.
พอไม่มีจุดให้หยุด เราก็เลยไม่มีโอกาสได้หยุดถามตัวเองว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้... มันยังใช่เป้าหมายของเราอยู่ไหม?
.
ไม่ใช่ว่านิสัยที่ดีจะ "หมดอายุ" ได้หรอกนะครับ แต่ Goodman ใช้คำว่า Constant Iteration หรือการทบทวนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพราะมนุษย์เราเปลี่ยนไปตลอดเวลา ตัวตนของเราเปลี่ยน ค่านิยมของเราก็เปลี่ยน สิ่งที่เคยสำคัญเมื่อห้าปีก่อน อาจจะไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยในวันนี้
.
แต่นิสัยที่เราสร้างไว้ มันกลับไม่ยอมเปลี่ยนตาม
.
มันยังคงทำงานอยู่บนระบบอัตโนมัติ (Autopilot) ของตัวเราในเวอร์ชันเก่า
.
วิธีหนึ่งที่จะดึงตัวเองออกจากระบบอัตโนมัตินี้ได้ คือแนวคิดจากหนังสือ ‘Future You : เราจะเป็นใคร ในโลกใบใหม่’ ของคุณสันติธาร ที่พูดถึงมุมมองที่ว่า "การหลงทางคือของขวัญ"
.
คุณสันติธารชี้ให้เห็นว่า เวลาที่เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เรามักจะก้มหน้าก้มตาเดินไปตามถนนที่วางไว้ จนลืมเงยหน้าขึ้นมาถามตัวเองว่า ทางที่กำลังเดินอยู่นั้นมันยังตอบโจทย์ชีวิตของเราอยู่หรือไม่ เขาได้เล่าถึงกฎง่าย ๆ ที่ตั้งไว้กับภรรยาสมัยที่อยู่สิงคโปร์ว่า "ทุก ๆ 2 ปี เราจะนั่งลงทบทวนชีวิตใหม่อีกครั้ง" ซึ่งกฎเล็ก ๆ นี้นี่เองที่กลายเป็นรูทีนที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขามาแล้วหลายครั้ง
.
การหยุดทบทวนไม่ได้หมายถึงการหยุดทำงานนะครับ แต่มันคือการ "เงยหน้า" เพื่อกลับมาตั้งคำถามว่า ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตในเวลานี้ และถ้าต้องเลือกใหม่วันนี้ เราจะยังไปทางเดิมอยู่ไหม โดยมีกติกาสำคัญคือ "ห้ามรีบตอบเด็ดขาด" มันคือการสร้างพื้นที่ให้ตัวเองได้ "หลงทางอย่างตั้งใจ"  อนุญาตให้ตัวเองหลุดออกจากวงจรเดิม ๆ ได้ลองทำอะไรใหม่ เปิดรับคำถามใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต
.
เพราะหลายครั้ง คำตอบที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตก็ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจหาเสมอไป แต่มันเกิดจากการยอมปล่อยให้ตัวเอง "หลงทาง" ชั่วคราว จุดเปลี่ยนสำคัญหลายอย่างไม่ได้มาจากแผนการที่สมบูรณ์แบบ แต่มาจากการหลงทางแล้วบังเอิญไปเจอประตูบานใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ประตูที่อาจจะพาเราไปพบกับบทเรียนใหม่ ผู้คนใหม่ หรือแม้แต่ "ตัวเราในเวอร์ชันใหม่" ที่เราไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่จริง
.
ผมคิดว่าปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่การที่เราขาดวินัยหรอกครับ แต่เราขาด "จุดตั้งคำถาม" แบบคุณสันติธารมากกว่า
.
เราไม่เคยออกแบบช่วงเวลาที่จะอนุญาตให้ตัวเองได้หยุดพักแล้วถามเลยว่า สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ มันยังเชื่อมโยงกับชีวิตที่เราอยากมีจริง ๆ หรือมันแค่ไปเชื่อมกับภาพจำของชีวิตที่เราเคยอยากมีเมื่อสามปีก่อนกันแน่?
.
Goodman เสนอวิธีวัดผลง่าย ๆ ครับ เขาบอกให้ลองถามตัวเองตอนตื่นนอนตอนเช้าดูว่า "วันนี้เป็นแค่ 'วันทำงานหาเงินไปวัน ๆ' หรือเป็น 'อีกวันที่ช่างวิเศษเหลือเกินที่ได้ทำสิ่งนี้'?"
.
ถ้าคำตอบของคุณเป็นแบบแรกติดต่อกันมาสักพักใหญ่ มันไม่ได้แปลว่าคุณล้มเหลวนะครับ แต่มันแปลว่าฤดูกาลในชีวิตของคุณเปลี่ยนไปแล้ว เพียงแต่คุณยังไม่ได้เปลี่ยนตามก็เท่านั้น
.
สิ่งที่ทำให้แนวคิดนี้ยากที่จะยอมรับ เป็นเพราะมันเรียกร้องให้เราต้องทำในสิ่งที่ไม่ค่อยจะสบายใจนัก
.
มันเรียกร้องให้เรา "หยุด"
.
ไม่ใช่หยุดทำงานนะครับ แต่คือการหยุดเชื่ออย่างหลับหูหลับตาโดยไม่ตั้งคำถาม
.
หยุดเชื่อว่า "ทำ ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วเดี๋ยวก็ดีเอง" แล้วเริ่มหันมาถามตัวเองว่า "สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ มันยังดีสำหรับคนที่ฉันเป็นในปัจจุบันไหม?"
.
เพราะคนเราเติบโตและเปลี่ยนไป แต่ระบบนิสัยของเรามักไม่ค่อยเปลี่ยน ค่านิยมของเราเคลื่อนที่ไปข้างหน้า แต่กิจวัตรของเรามักจะย่ำอยู่กับที่
.
และถ้าเราไม่เคยออกแบบจุดหยุดเพื่อทบทวนตัวเอง (แบบที่คุณสันติธารทำ) เราก็จะยังคงทำสิ่งเดิมอย่างสม่ำเสมอไปเรื่อย ๆ กับตัวเองในเวอร์ชันอดีต เป็นการทำอย่างซื่อสัตย์ อย่างขยันขันแข็ง และอย่างสูญเปล่า
.
Goodman ไม่ได้บอกให้เราทิ้งความสม่ำเสมอไปนะครับ เขาแค่บอกให้เราเลิก "บูชา" มันต่างหาก
.
เลิกใช้มันเป็นข้ออ้างเพื่อหลอกตัวเองว่าเรากำลังก้าวหน้า ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงเราอาจจะกำลังแค่วิ่งเหยาะ ๆ อยู่กับที่อย่างสม่ำเสมอก็เท่านั้นเอง
.
เขาเชื่อว่าชีวิตต้องการทั้งสองอย่างครับ ทั้ง "ช่วงรักษา" ที่ความสม่ำเสมอเป็นพระเอกหลัก และ "ช่วงสร้าง" ที่ต้องอาศัยการทุ่มเทอย่างบ้าคลั่งให้กับสิ่งที่เราเลือกแล้ว
.
แต่ก่อนที่เราจะก้าวไปถึงขั้นนั้นได้ สิ่งแรกสุดที่ต้องทำคือ "หยุด" ก่อนครับ
.
หยุด...แล้วถามตัวเองอย่างสัตย์จริงว่า ที่กำลังทำอยู่ทุกวันนี้ มันคือแผนการ หรือเป็นแค่ความหวัง?
.
เพราะถ้ามันเป็นแค่ความหวัง Goodman ก็ได้บอกเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า “มันเป็นเพียงแค่ยาชา ไม่ใช่แผนการ”
.
- โสภณ ศุภมั่งมี



รายนามผู้เยี่ยมชม : ถ้าเขารักอยู่เฉยๆเขาก็รัก

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "กรกช"
..

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.145 วินาที กับ 22 คำสั่ง
กำลังโหลด...